Le petit déjeuner
เลอ เปอตีต์ เดฌัวเณ่
อาหารเช้า
Le déjeuner
เลอ เดฌัวเณ่
อาหารกลางวัน
Le dîner
เลอ ดีเณ่
อาหารเย็น
Le goûte
เลอ กูเต้
อาหารว่าง
Le hors d’œuvre, L’entrée
เลอ ออค เดิฟค์, ล็องเท่(ค)
อาหารเรียกน้ำย่อย
La soupe
ลา ซูป
ซุป
Le plat principal
เลอ ปลาต แพร็งซิปาล
อาหารหลัก
La salade
ลา ซาลาด(เดอะ)
สลัด
La cuisine
ลา คุยซีน
ห้องครัว
La selle à manger
ลา แซล ลา ม็องเฌ่
ห้องรับประทานอาหาร
La bière
ลา บีแย็รค
เบียร์
Une bouteille
อึน บูแตล
ขวดหนึ่งใบ
Le café
เลอ กาเฟ่
กาแฟ
Une carafe
อึน กาคาฟ
เหยือกสำหรับใส่น้ำหรือไวน์
La carte des vins
ลา กาคเตอะ เด แฟ็ง
รายการไวน์
Le jus
เลอ ฌู
น้ำผลไม้
Le verre
เลอ แฟวค
แก้ว
Les cuisses de grenouille
เล ควุซ เดอ เกรอคนุย
ขากบ
Le foie
เลอ ฟัว
ตับ
Le Pâté
เลอ ปาเต้
มูสที่ทำจากตับ
Le steak tartare
เลอ สเต็ก ตาค์ตารค์
สเต็กปรุงรส
Le tête de veau
เลอ เต๊ท เดอ ฟโว
หัวลูกวัว
À point
อา ป็วง
กึ่งสุกกึ่งดิบ
Bien cuit
เบียง กุย
สุกแบบสมบูรณ์, สุกพอดี
Bleu, saignant
เบลอ, เซนย็อง
ดิบ
Le bifteck
เลอ บีฟเต็ก
สเต็ก
À la broche
อะ ลา บค็อช
ทำให้สุกโดยใช้ไม้เสียบหมุนแล้วย่าง
Carbonisée
กาบองนิเซ่
ย่างกรอบ
Une Saucisse
อึน โซซีส
ไส้กรอก
Le porc
เลอ ป็อค
เนื้อหมู
La viande
ลา วิยองด์
เนื้อ
Une tranche
อึน ทค็องช์
ชิ้นสไลด์
Le poulet rôti
เลอ ปูเล ฮโคติ
ไก่อบ
La volaille
ลา โวลาย
เนื้อขาว
Aïoli
ไอโยลิ
กระเทียมซอสมายองเนส
Le coq au vin
เลอ ค็อก อู แว็ง
ไก่อบซอสไวน์แดง
La crêpe
ลา แคร็ป
เครป
Les huitres
เล อวิท(เทคอะ)
หอยนางรม
Le beurre
เลอ เบอค
เนย
Les oeufs
เลเอิฟ
ไข่
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2558
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558
LE CORPS HUMAIN : คำศัพท์ภาษาฝรั่งเศสเกี่ยวกับอวัยวะในร่างกาย
1 la
tête ลา เท็ท หัว,ศรีษะ
2 le cou เลอ คู คอ
3 le buste เลอ บูส(เท่อะ) ลำตัว
4 le bras เลอ บรา แขน
5 la jambe ลา จอม ขา
6 le visage เลอ วิสาจ ใบหน้า
7 le dos เลอ โด หลัง
8 les reins เล รัง ไต
9 la fesse ลา เฟส ก้น
10 le ventre เลอ วองท์ ท้อง
3 le buste เลอ บูส(เท่อะ) ลำตัว
4 le bras เลอ บรา แขน
5 la jambe ลา จอม ขา
6 le visage เลอ วิสาจ ใบหน้า
7 le dos เลอ โด หลัง
8 les reins เล รัง ไต
9 la fesse ลา เฟส ก้น
10 le ventre เลอ วองท์ ท้อง
11 la
poitrine ลา พัวทิ่น หน้าอก
12 le cœur เลอ เคอ(เฮอะ) หัวใจ
13 le squelette เลอ สคูเล็ท โครงกระดูก
14 le crâne เลอ คัน กระโหลก
15 la côte ลา โคท กระดูกซี่โครง
16 la vertèbre ลา แวแท(เบลอ) กระดูกสันหลัง
17 la hanche ลา ฮองช์ กระดูกก้นกบ
18 les cheveux เล เชิฟเว่อะ ผม
19 le front เลอ ฟ้ง หน้าผาก
20 le sourcil เลอ โซคซิ่ล คิ้ว
12 le cœur เลอ เคอ(เฮอะ) หัวใจ
13 le squelette เลอ สคูเล็ท โครงกระดูก
14 le crâne เลอ คัน กระโหลก
15 la côte ลา โคท กระดูกซี่โครง
16 la vertèbre ลา แวแท(เบลอ) กระดูกสันหลัง
17 la hanche ลา ฮองช์ กระดูกก้นกบ
18 les cheveux เล เชิฟเว่อะ ผม
19 le front เลอ ฟ้ง หน้าผาก
20 le sourcil เลอ โซคซิ่ล คิ้ว
21
l'œil - les yeux ลอย-เลซยุ ตา
22 l'oreille โล(เลยุ) หู
23 le nez เลอ เนะ จมูก
24 la joue ลา จุว แก้ม
25 la bouche ลา บุช ปาก
26 la dent ลา ด็อง ฟัน
27 la lèvre ลา เล็ฟ ริมฝีปาก
28 la langue ลา ลอง(เก่อะ) ลิ้น
29 le menton เลอ มองท่ง คาง
30 l'épaule เลบโพ่ล(เล่อะ) ไหล่
22 l'oreille โล(เลยุ) หู
23 le nez เลอ เนะ จมูก
24 la joue ลา จุว แก้ม
25 la bouche ลา บุช ปาก
26 la dent ลา ด็อง ฟัน
27 la lèvre ลา เล็ฟ ริมฝีปาก
28 la langue ลา ลอง(เก่อะ) ลิ้น
29 le menton เลอ มองท่ง คาง
30 l'épaule เลบโพ่ล(เล่อะ) ไหล่
31 le
coude เลอ คูด(เดอะ) ข้อศอก
32 le poignet เลอ พวนเย่ ข้อมือ
33 la main ลา มะ มือ
34 le doigt เลอ ดัว นิ้ว
35 l'ongle ลง(เกร่อะ) เล็บ
36 la cuisse ลา ควิส ต้นขา
37 le genou เลอ เจอนู หัวเข่า
38 le mollet เลอ โมเล น่อง
39 le poil เลอ พ่วล ขน
40 la cheville ลา เชอวีย ข้อเท้า
32 le poignet เลอ พวนเย่ ข้อมือ
33 la main ลา มะ มือ
34 le doigt เลอ ดัว นิ้ว
35 l'ongle ลง(เกร่อะ) เล็บ
36 la cuisse ลา ควิส ต้นขา
37 le genou เลอ เจอนู หัวเข่า
38 le mollet เลอ โมเล น่อง
39 le poil เลอ พ่วล ขน
40 la cheville ลา เชอวีย ข้อเท้า
41 le
pied เลอ พิ่ เท้า
42 l'orteil ลอเท่ย(เอ่อะ) นิ้วโป้งเท้า
43 petit เพอทิ เล็ก
44 grand กรอง สูง
45 mince มังซ์ หุ่นดี
46 maigre เมก(เกร่อะ) ผอม
47 taille moyenne ไท มัวเยน หุ่นปานกลาง
48 gros โกร ใหญ่
49 les cheveux เล เชิฟเว่อะ ผม
50 crépus เครพู ผมหยิกฟู
42 l'orteil ลอเท่ย(เอ่อะ) นิ้วโป้งเท้า
43 petit เพอทิ เล็ก
44 grand กรอง สูง
45 mince มังซ์ หุ่นดี
46 maigre เมก(เกร่อะ) ผอม
47 taille moyenne ไท มัวเยน หุ่นปานกลาง
48 gros โกร ใหญ่
49 les cheveux เล เชิฟเว่อะ ผม
50 crépus เครพู ผมหยิกฟู
51
bouclés บูเคล่ะ ผมหยิก
52 courts คัว ผมสั้น
53 chauve โชฟ ศรีษะล้าน
54 longs ลง ผมยาว
55 raides เรด(เดอะ) ผมตรง
56 mi-longs มิ-ลง ผมยาวปานกลาง
57 blond บลง ผมสีทอง
58 roux รู ผมสีน้ำตาลแดง
59 brun บรัง ผมสีน้ำตาล
60 châtain ชาตัง ผมสีน้ำตาลดำ
52 courts คัว ผมสั้น
53 chauve โชฟ ศรีษะล้าน
54 longs ลง ผมยาว
55 raides เรด(เดอะ) ผมตรง
56 mi-longs มิ-ลง ผมยาวปานกลาง
57 blond บลง ผมสีทอง
58 roux รู ผมสีน้ำตาลแดง
59 brun บรัง ผมสีน้ำตาล
60 châtain ชาตัง ผมสีน้ำตาลดำ
61 noir
นัวค์ ผมสีดำ
62 gris กริ ผมสีเทา
63 blanc บล็อง ผมสีขาว
64 le visage เลอ วิสาจ ใบหน้า
65 rond รง กลม
66 carré คาเร่ะ หน้าเหลี่ยม
62 gris กริ ผมสีเทา
63 blanc บล็อง ผมสีขาว
64 le visage เลอ วิสาจ ใบหน้า
65 rond รง กลม
66 carré คาเร่ะ หน้าเหลี่ยม
วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ประตูชัยฝรั่งเศส (Arc de triomphe de l'Étoile)
ประตูชัยฝรั่งเศส
(The
Arc de Triomphe) เป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญในกรุงปารีส
ประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่กลางจัตุรัสชาร์ลส์ เดอ โกลล์ (Place Charles de Gaulle) หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม
จัตุรัสแห่งดวงดาว (Place de l’Étoile) อยู่ทางทิศตะวันตกของชองป์-เซลิเซ่ส์
ประตูชัยฝรั่งเศส เมื่อ ปี ค.ศ. 1667
ในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 17 ที่ทรงมีพระบัญชาให้สร้างถนนเพื่อเข้าสู่สวน Jardin des Tuileries ที่อยู่ติดกับพระราชวังจนมาถึงรัชสมัยของ
นโปเลียน โบนาปาร์ต (นโปเลียนที่ 1)
จอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศสซึ่งนำกองทัพที่แข็งแกร่งชนะศึกสงครามมากมาย
เมื่อนโปเลียน โบนาปาร์ตเดินทางผ่านถนนเส้นนี้ก็ทรงดำริให้สร้าง
ประตูชัยเพื่อสดุดีแก่แก่วีรชนทหารกล้าที่ได้ร่วมรบเพื่อประเทศฝรั่งเศสกองทัพฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามนโปเลียน จากนั้นจึงมีการเริ่มสร้างประตูชัยขึ้นในปี
ค.ศ. 1806 และเสร็จสิ้นในปี ค.ศ. 1836
ประตูชัยฝรั่งเศส นี้เป็นส่วนหนึ่งของ"แนวเส้นตรงทางประวัติศาสตร์"(L'Axe
historique) ซึ่งเป็นถนนเส้นตรงจากสวนพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ไปยังชานเมืองปารีส
ประตูชัยแห่งนี้ออกแบบโดย ฌอง ชาลแกร็งในปี พ.ศ.2349 โดยมียุวชนเปลือยชาวฝรั่งเศสกำลังต่อสู้กับทหารเยอรมัน
เต็มไปด้วยเคราและใส่เกราะเป็นสัญลักษณ์เพื่อเป็นการปลุกใจ
และเป็นอนุสรณ์สถานจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 1
ประตูชัยฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงปารีส
ได้ถูกมอบหมายให้สร้างในปี พ.ศ. 2349 หลังจากจักรพรรดินโปเลียนที่
1ได้รับชัยชนะในยุทธการเอาสเตอร์ลิทซ์
กว่าจะวางรากฐานของการก่อสร้างก็ใช้เวลาเกือบ 2 ปีไปแล้ว และในปี พ.ศ. 2353
เมื่อจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 เสด็จกรุงปารีสจากทางทิศตะวันตกพร้อมด้วยเจ้าสาว
อาร์คดัชเชสมารี หลุยส์แห่งออสเตรีย
ประตูชัยฝรั่งเศสก็ถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ในแบบจำลองเท่านั้นเอง สถาปนิกฌอง
ชาลแกร็งได้เสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2354 ดังนั้นอูยงจึงได้ดูแลงานนี้ต่อมา
ในช่วงราชวงศ์บูร์บงฟื้นฟู
การก่อสร้างได้หยุดชะงักลงและไปเสร็จสิ้นในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปป์ ในระหว่าง
พ.ศ. 2376 - พ.ศ. 2379 โดยสถาปนิกคือกูสต์ ต่อมาคืออูโยต์
ภายใต้การดูแลของหลุยส์-เอเตียนน์ เอริการ์ต เดอ ตูรี (Louis-Étienne
Héricart de Thury)
การออกแบบ
การออกแบบของประตูชัยฝรั่งเศสนั้น
ฌอง ชาลแกร็งเป็นผู้ออกแบบ ในรูปแบบศิลปะคลาสสิคใหม่ ที่ได้ดัดแปลงมาจากสถาปัตยกรรมโรมันโบราณ
ช่างแกะสลักที่สำคัญของประเทศฝรั่งเศสนั้นก็ได้มีส่วนร่วมในรูปแกะสลักของประตูชัยฝรั่งเศสด้วย
เช่น ฌอง-ปีแอร์ กอร์โตต์, ฟรองซัวส์
รูด, อองตวน เอเตกซ์, เจมส์
ปราดีเยร์และฟิลิปป์ โฌเซฟ อองรี ลาแมร์
รูปแกะสลักที่สำคัญไม่ได้เป็นลวดลายยาวบนกำแพง
แต่เป็นรูปแกะสลักลอยตัวที่เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะติดกับตัวประตูชัย
รูปแกะสลัก 4 กลุ่มบริเวณฐานประตูชัยที่สำคัญ
ได้แก่:
1 .Le Départ de 1792 (เรียกว่า La
Marseillaise) โดยฟรองซัวส์ รูด
2. Le Triomphe de 1810 โดยฌอง-ปีแอร์ กอร์โตต์
3. La Résistance de 1814 โดยอองตวน เอเตกซ์
4. La Paix de 1815 โดยอองตวน เอเตกซ์
เทคนิคในการเลือกคณะและจัดอันดับ
หัวใจของการสมัครคัดเลือกเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ประการหนึ่งคือ การเลือกคณะ และจัดอันดับในการเลือกคณะได้สอดคล้องกับความสามารถของนักเรียนเอง ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า ถึงแม้ว่าเราจะมีความชื่นชอบที่จะเรียนในสาขาใดสาขาหนึ่ง แต่สาขานั้นเป็นสาขาที่ผู้เลือกส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ทำคะแนนได้สูงกว่าความสามารถของนักเรียนมาก ถ้านักเรียนเลือกคณะนั้นโอกาสที่นักเรียนจะสอบติดในคณะนั้นก็เป็นไปได้ยากดังนั้นในการพิจารณาเลือกคณะและจัดอันดับ จึงควรคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการเลือกที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด ทั้งในด้านสติปัญญา ความสามารถ ความชอบ ความถนัด และสุขภาพ ฯลฯ โดยมีขั้นตอนที่ควรพิจารณาดังนี้เทคนิคในการเลือกคณะการที่นักเรียนจะเลือกคณะอะไรบ้าง มีหลักเกณฑ์ที่ควรดูพิจารณาดังนี้1.ต้องรู้จักตนเองและสภาพแวดล้อม1.1 รู้ถึงความสามารถทางด้านวิชาการของตนเองในการเลือกคณะนั้นควรเลือกคณะที่มีความเหมาะสมกับระดับผลการเรียน และผลการสอบของตนเองอย่างแท้จริง ไม่เลือกสูง หรือต่ำกว่าความสามารถของตนเองจนเกินไป เช่น เลือกคณะทันตแพทย์ จุฬา ทั้งที่เรียนได้เกรด 1 กว่า หรือ 2 เล็กน้อย และสอบได้คะแนนรวม = 15,000 คะแนน ในขณะที่คะแนนต่ำสุดในปี 2553 = 22,915.00 คะแนน ก็นับว่าเลือกสูงไป1.2 ความชอบ/ความถนัด/ความสนใจของตัวเองควรเลือกพิจารณาตามลำดับความชอบจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากบุคคลที่สนใจหรือชอบสิ่งใด ย่อมจะมีแรงจูงใจในการกระทำมากกว่าสิ่งที่ไม่ชอบ ดังนั้นคณะที่นักเรียนเลือกควรเป็นคณะที่นักเรียนสนใจจะศึกษาจริงๆ และเหมาะกับความสามารถของตนเองอย่างแท้จริง ไม่ควรเลือกตามเพื่อน หรือตามค่านิยม โดยไม่ดูความถนัดและความสนใจของตัวเอง เช่น ชอบเรียนฟิสิกส์ ชอบต่อวงจรไฟฟ้า ก็ควรเลือกเรียนทางด้านวิศวกรรม ชอบวาดรูป ก็อาจจะเลือกทางด้านศิลปะ เป็นต้น1.3 ลักษณะนิสัยส่วนตัวเพราะอาชีพหลายอาชีพต้องการบุคคลที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะด้าน เช่น งานด้านศิลปะ หรืองานด้านแพทย์-พยาบาล เป็นต้น1.4 สุขภาพและลักษณะร่างกายเพราะบางคณะกำหนดคุณสมบัติเฉพาะไว้ เช่น ส่วนสูง,สายตา หรือโรคบางโรค หรือความพิการในอวัยวะบางส่วนของร่างกาย ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจเป็นสิ่งจำเป็นในการเรียน และการประกอบอาชีพในอนาคต เป็นต้น1.5 ดูความต้องการของญาติพี่น้อง และฐานะทางครอบครัวประกอบด้วยว่า จะได้รับการสนับสนุนให้เข้าศึกษาในคณะนั้นมากน้อยเพียงใด หรือฐานะทางบ้านสามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ตลอดระยะเวลาในการศึกษาหรือไม่2.ต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับคณะ/สถาบันต่างๆ2.1 ในการพิจารณาเลือกคณะ อย่าลืม!ศึกษาคุณสมบัติ และเกณฑ์ในการสมัครเข้าศึกษาในคณะ/สถาบันนั้นๆ ด้วย เพราะแต่ละมหาวิทยาลัย/สถาบันจะกำหนดกฎเกณฑ์ออกมาหลากหลาย แม้แต่สาขาเดียวกันแต่ต่างสถาบันก็ยังมีเกณฑ์ครบสมบัติที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับปรัชญาของแต่ละสถาบัน ดังนั้น นักเรียนจึงต้องศึกษารายละเอียดให้ดรก่อนว่า เรามีคุณสมบัติตามที่คณะต้องการหรือไม่ถ้านักเรียนมีคุณสมบัติไม่ครบตามข้อกำหนดที่ได้กำหนดไว้ ก็ไม่ควรเลือกเพราะจะทำให้โดนตัดสิทธิ์เช่นเดียวกัน ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจเลือกคณะ จึงควรศึกษาคุณสมบัติและข้อกำหนดของคณะนั้นๆ ให้ชัดเจนและเข้าใจเสียก่อน หากยังไม่แน่ใจควรศึกษา หรือถามผู้รู้ก่อน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของตัวนักเรียนเอง2.2 คณะที่เราสนใจนั้นมีกี่มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนและสภาพในแต่ละมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร เช่น ที่ตั้ง, ระบบการเรียนการสอน, วิชาที่เรียน, การวัดผล, บรรยากาศโดยทั่วไปเป็นอย่างไร ถ้านักเรียนสอบเข้าคณะนั้นได้ นักเรียนจะเรียนหรือไม่ (เพราะถ้าหากนักเรียนสอบเข้าไปได้และสละสิทธิ์ก็จะเป็นการไปกันที่ของคนอื้นที่ต้องการจะเข้าศึกษาในคณะนั้นจริงๆ)2.3 สัดส่วนการแข่งขันของแต่ละคณะ/สถาบันดูได้จากสถิติคะแนนสูง-ต่ำ ของบัณฑิตแนะแนว ที่มีข้อมูลจำนวนผู้สมัคร จำนวนผู้สอบผ่าน ข้อเขียน ของปีการศึกษา 2553 ไว้ หรือความนิยมของสถาบันว่ามีผู้สนใจเลือกสมัครมากน้อยแค่ไหน2.4 จำนวนรับที่แต่ละมหาวิทยาลัย/สถาบันจะรับได้จำนวนที่รับมากอาจแข่งขันกันน้อยกว่าจำนวนที่ได้รับน้อยเทคนิคในการจัดอันดับในการสมัครคัดเลือกเข้าศึกษาในสถาบันการศึกษา ในระบบ Admissions ผู้สมัครแต่ละคนมีสิทธิเลือกคณะได้ 4 คณะซึ่งไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน และผู้ที่เลือกคณะเดียวกันแต่อันดับไม่ตรงกันก็มีสิทธิเท่ากันที่จะติดคณะนั้น ถ้าคณะเข้าถึงเกณฑ์ เช่น นาย ก เลือกรัฐศาสตร์เป็นอันดับ 1 นาย ข เลือกรัฐศาสตร์เป็นอันดับ 3 ปรากฎว่าคะแนนเขาทั้งคู่ สูงกว่าคะแนนต่ำสุดของคณะรัฐศาสตร์ (คือทำคะแนนได้สูงกว่าคนสุดท้ายที่สอบเข้าคณะรัฐศาสตร์ได้) เขาทั้งคู่ก็จะได้รับการคัดเลือกให้เข้าเรียนคณะรัฐศาสตร์เหมือนกัน สำหรับหลักเกณฑ์ในการจัดคณะมีหลักเกณ์ดังนี้1.รวบรวมคณะที่ตนเองพิจารณาว่าเหมาะสมแล้ว ทั้งในแง่ความสามารถทางสติปัญญา ความถนัดและความสนใจ อาจมากกว่า 4 คณะก็ได้ 2.นำคณะต่ำสุดของคณะทั้งหมดที่เลือกไว้ มาเรียงอันดับอีกครั้ง เพื่อให้มีโอกาสในการเข้าศึกษาต่อมากยิ่งขึ้น โดยเรียงอับดับคณะจากคณะที่มีคะแนนต่ำสุดที่ “มากที่สุด” ไว้เป็นอันดับแรก คณะที่มีคะแนนต่ำที่สุด “น้อยกว่า” รองลงมาเรื่อยๆ เช่น นางสาวนิด เลือกคณะที่ต้องการ 4 คณะโดยเรียงจากความชอบได้ดังนี้
|
คณะ
|
สถาบัน
|
คะแนนต่ำสุด
|
%ต่ำสุด
|
|
ทันตแพทยศาสตร์
|
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
|
22,915.00
|
76.38
|
|
เภสัชศาสตร์ -เภสัชศาสตร์
|
มหิดล
|
20,356.50
|
67.86
|
|
พยาบาลศาสตร์
|
เชียงใหม่
|
17,714.55
|
59.05
|
|
พยาบาลศาสตร์
|
ขอนแก่น
|
18,668.35
|
62.23
|
อันดับที่ 2 คณะเภสัชศาสตร์ –เภสัชศาสตร์ ม.มหิดล คณะต่ำสุด 20,356.50 (7.86)
อันดับที่ 3 คณะพยาบาลศาสตร์ ม.ขอนแก่น คณะต่ำสุด 18,668.35 (62.23)
อันดับที่ 4 คณะพยาบาลศาสตร์ ม.เชียงใหม่ คณะต่ำสุด 17,714.55 (59.05)
-
- - อันดับ 4 ให้เลือกคณะที่มีคะแนนต่ำที่สุดเท่าที่คิดว่าพอจะเรียนได้ถ้าสอบติด โดยคณะที่เลือกเป็นอันดับที่ 4 ควรมี ”คะแนนต่ำสุด” ไม่สูงกว่าคะแนนรวมที่นักเรียนทำได้3.ข้อควรระวังในการเลือกคณะและจัดอันดับ1.ไม่ควรเลือกสถบันยอดนิยมทั้งหมด 4 อันดับควรเลือกปะปนสถาบันที่มีความนิยมรองๆ ลงไป หรืออย่าเจาะจงว่าต้องเป็นสถาบันนั้นๆ สถาบันนี้ ขอให้พิจารณาคณะ/สาขาวิชาที่นักเรียนมีความสนใจ ความชอบที่จะเรียน ตลาดแรงงานมีความต้องการ และ คะแนนสูง-ต่ำในปีที่ผ่านๆมา ไม่สูงเกินความสามารถของตน2.ไม่ควรเลือกคณะตามใจผู้อื่นควรถือหลักว่า "ไม่มีใครรู้จักตัวเราและรู้ความต้องการของตนได้มากไปกว่าตนเอง" สิ่งสำคัญ คือ เลือกเพราะอยากจะเรียน อยากประกอบอาชีพนั้นจริงๆ ถ้าผู้ปกครองมีความคาดหวังในบางคณะ/บางสาขาวิชาที่ไม่ตรงกับความต้องการองนักเรียน ควรหันหน้ามาปรึกษากันด้วยเหตุผล3.ไม่ควรเลืกคณะที่มีจำนวนวิชาสอบแตกต่างกันมากควรเลือกคณะที่สอบวิชาน้อยแต่เลือกคณะได้ครบ 4อันดับ เพื่อจะได้มีเวลาดูหนังสือได้เต็มที่ ซึ่งถ้าเป็นระบบ Admissions นั้น ก็ควรในส่วนของการสอบ วิชา PAT ว่ามีวิชาที่ต้องสอบแตกต่างกันอย่างไร ถ้านักเรียนเลือกกลุ่มสาขาที่จะเรียนแตกต่างกันมาก จะทำให้ต้องสอบวิชา PAT มากขึ้น4.ไม่ควรเลือกคณะที่มีคะแนนต่ำสุดติดหมดกันหมดอันตรายมากควรเลี่ยงเสีย โดยหันไปพิจารณาเลืกคณะเดียวกันของมหาวิทยาลัยอื่นที่อาจจะมีคะแนนต่ำกว่าเข้ามาแทนก็ได้ตามความเหมาะสม เพื่อให้มีการทิ้งช่วงคะแนนบ้าง สำหรับการทิ้งช่วงห่างของคะแนนต่ำสุด ให้พิจารณาจากระดับความสามารถทางวิชาการและสติปัญญาของตนเป็นเกณฑ์ กล่าวคือ หากเป็นคนเรียนเก่ง ช่วงห่างของคะแนนก้ไม่ต้องมากนัก แต่ผู้มีผลการเรียนปานกลางหรือต่ำควรทิ้งช่วงห่างคะแนนมากๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







