วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2559

ประตูสู่นรก หรือ The Door to Hell

ประตูสู่นรก หรือ The Door to Hell เป็นหลุมที่ยุบตัวเนื่องจากโพรงหินปูนใต้ดิน ใกล้เมือง Derweze ประเทศเติร์กเมนิสถาน เกิดขึ้นโดยบังเอิญขณะที่มีการเจาะสำรวจก๊าซธรรมชาติ เมื่อปีพ.ศ. 2514 โดยใต้พื้นดินแถบนี้เต็มไปด้วยหินปูนที่มีรอยแยกรอยแตกและโพรงใต้ดิน รวมกันแล้วถือว่าเป็นแหล่งสะสมตัวของก๊าซธรรมชาติแหล่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลก
ตำแหน่งหลุมยุบติดไฟ ตั้งอยู่ในเขตโครงสร้างโดมที่เรียกว่า Central Karakum Arch (เครดิต GeoThai.net)


การพังทลายของหลุมขนาด 70 เมตรนี้ ได้เป็นช่องทางให้ก๊าซแทรกขึ้นมายังผิวโลก อันตรายจากก๊าซจึงต้องจุดไฟเพื่อทำการสลายก๊าซเหล่านี้ โดยคาดว่าคงจะดับได้ในไม่นาน แต่จนถึงปัจจุบันหลุมยักษ์นี้ก็ยังคงปล่อยก๊าซออกมาอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปีแล้ว

ข้อมูลทางธรณีวิทยา

พื้นที่ส่วนนี้ของประเทศเติร์กเมนิสถาน เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ เรียกชื่อตามโครงสร้างหินใต้ดินว่า Central Kara Kum Arch หรือนึกภาพว่าถ้าเราลองผ่าเปลือกโลกตรงนี้ เราจะเห็นชั้นหินซ้อนกันเป็นรูปโดมใต้ดินขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 250 x 150 ตารางกิโลเมตร โดยตรงยอดโดมจะเต็มไปด้วยรอยเลื่อน และรอยแตกเป็นจำนวนมาก
ชั้นหินที่เป็นเป้าหมายของการสำรวจก๊าซคือชุดหินปูนยุคจูแรสซิก และหินทรายยุคครีเทเชียส โดยก๊าซจะพยายามเคลื่อนที่ขึ้นมาที่ยอดโครงสร้างโดม และถูกปิดกั้นไม่ให้ผ่านไปโดยชั้นหินดินดานที่แทรกสลับอยู่

ประตูสู่นรก ประเทศเติร์กเมนิสถาน (credit: ryan_roxx via flickr.com)

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559

10 สุดยอด เทศกาลแปลกของโลก


5131-attachment

1. สงครามมะเขือเทศ กลายเป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียงที่สุดงานหนึ่งของโลก ในหลายเมืองของในสเปนจะจัดงาน”ลาโทมาติน่า” แต่ที่โด่งดังที่สุดก็ที่เมืองบูญอลในวันพุธสุดท้ายของเดือนสิงหาคมของทุกปี ประกอบไปด้วยการแสดงดนตรี การจุดพลุ ที่สำคัญมีมะเขือหนักกว่า 300,000 ปอนด์ถูกผู้ร่วมงานละเลงปาใส่กันอย่างสนุกสนาน
ที่มาของเทศกาลนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด เริ่มมาตั้งแต่ปี 1944 หรือไม่ก็ปี 1945 บ้างก็บอกว่าเกิดขึ้นเพราะเป็นการแย่งชิงอาหารในหมู่เพื่อนๆ การแสดงความไม่พอใจเมื่อนักเล่นดนตรีเล่นไม่ได้เรื่อง หรือกระทั่งเป็นการชุมนุมต่อต้านนายพล ฟรันซิสโก ฟรังโก ผู้นำจอมเผด็จการ
เทศกาลยูเอฟโอ
2. เทศกาลยูเอฟโอ จัดขึ้นช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปีในเมืองโรสเวลล์ มลรัฐเม็กซิโกของสหรัฐฯ ซึ่งมีแฟนยูเอฟโอจากทั่วโลกจะมาชุมนุมกัน มีการประกวดแต่งชุดเอเลี่ยน การจะดอกไม้ไฟ รวมทั้งการเสวนาของแฟนพันธุ์แท้เรื่องยูเอฟโอ เมืองโรสเวลล์กลายเป็นศูนย์กลางของคนที่เชื่อว่ามีมนุษย์นอกโลก หลังจากในปี 1947 พบซากยานลึกลับในเมืองนี้ 
แข่งขันอุ้มเมียชิงแชมป์โลก
3. เมืองซอนกกายาวิ ประเทศฟินแลนด์เป็นสถานที่ “แข่งขันอุ้มเมียชิงแชมป์โลก” ในประจำเดือนกรกฎาคมของทุกปี การแข่งขันนี้เพิ่งเริ่มขึ้นในทศวรรษ 1990 แต่คนท้องถิ่นบอกตลกๆ ว่ามันเริ่มมาชั่วนาตาปีแล้ว เพราะเมื่อก่อนผู้ชายจะขโมยผู้หญิงจากหมู่บ้านอื่นมาเป็นศรีภรรยา วันนี้รางวัลไม่ใช่ภรรยาและเป็นเบียร์น้ำหนักเท่าตัวภรรยาของพวกเขา
ผู้ชายจะแบกภรรยาของตัวเอง หรือของเพื่อนบ้าน หรืออาจเป็นคู่รัก เทคนิกการอุ้มมีหลายวิธี แต่ในภาพนี้เป็นเทคนิคที่นิยมมากที่สุด และก็สำเร็จมากที่สุดด้วย สถิติโลกที่รอให้ทลายคือการอุ้มผ่านสิ่งกีดขวางระยะทาง 235.5 เมตรในเวลา 55 วินาที
เทศกาลซานเฟอร์มินในเมืองปามโปลน่า
4. เทศกาลซานเฟอร์มินในเมืองปามโปลน่า ประเทศสเปน เป็นที่รู้จักสำหรับการวิ่งวัวกระทิง ใน 8 วันของเทศกาล 9 วัน ถนนในเมืองถูกสร้างสิ่งกีดขวางไว้ คนที่ร่วมแข่งขันแต่งชุดพื้นเมืองสีขาว ผูกผ้าคลุมเอวและผ้าพันคอสีแดง รอสัญญาณเตรียมวิ่งหนีการไล่ขวิดของวัวกระทิงที่ถูกปล่อยออกมาในถนนนั้น การแข่งขันกินเวลาเพียง 2-3 นาที แต่ในแต่ละปีมีผู้บาดเจ็บเป็นร้อย อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 1910 มีผู้เสียชีวิต 14 คน
สงครามปาผลส้ม
5. ในเมืองเล็กๆ ชื่ออีเวรีย ประเทศอิตาลี ไม่ใช่การปามะเขือเทศแต่เป็นสงครามปาผลส้ม ระหว่างงานคาร์นิวาล 3 วันจัดขึ้นในช่วงถือศีลบวช ชาวบ้านราว 3,000 คนมารวมตัวกันที่ลานกลางเมืองที่มีประชากรไม่ถึง 25,000 คนนี้ เล่ากันว่า การปาส้มแป็นการรำลึกถึงการสู้รบต่อต้านจักรพรรดิผู้ข่มเหงกดขี่ในศตวรรษที่ 12 ผู้ร่วมงานมารวมตัวกันตามถนนรอคอยขบวนกลุ่มอาสาสมัครเป็นศัตรู ซึ่งใส่ชุดอัดนวมและหมวกป้องกันมาบนรถลาก ขณะที่ผู้ชมจะสวมหมวกหรือผ้าพันคอสีแดงเปป็นสัญลักษณ์ว่าตัวเองไม่ใช่นักรบ
การแข่งกันเก็บชีส

6. ในชนบทอันเงียบสงบและงดงามของอังกฤษ การแข่งกันเก็บชีสถูกจัดขึ้นในทุกเดือนพฤษภาคม ผู้ท้างชิงไถลและล้มลุกคลุกคลานจากเขาที่สูงชันเพื่อไล่ล่าชีสแห่งเมืองกลอสเตอร์หนัก 8 ปอนด์และทำเป็นรูปวงล้อ ผู้แข่งขันต้องเก็บชีสที่ปล่อยลงจากเนินเขาและมีความเร็ว 70 ไมล์ต่อชั่วโมงให้ได้ก่อนที่ชีสจะตกลงไปตีนเขา เชื่อว่าประเพณีย้อนไปในอดีตเมื่อผู้คนในอดีตฉลองเวลาที่พระอาทิตย์เข้าใกล้เส้นศูนย์สูตรมากที่สุด โดยวงล้อชีสนั้นเป็นสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์นั่นเอง
เทศกาลโกลาโช
 7. นับตั้งแต่ทศวรรษ 1600 เมืองคาสตริลโลเดมูร์เซีย ประเทศสเปนจัด “ฉลองเทศกาลโกลาโช” ด้วยประเพณี่การกระโดดข้ามเด็กทารก เทศกาลลี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายออกไปจากเมือง ช่วงเดียวกับเทศกาลคอร์ปุสคริสตีของชาวคริสเตียน ขบวนพาเหรดเป็นสัญลักษณ์การรวมกันของสิ่งชั่วร้ายมาในเมืองและพากพวกมันเข้าไปโบสถ์ และพื่อขับสิ่งชั่วร้ายของจากเด็กไร้เดียงสา เด็กทุกคนที่เกิดในปีที่แล้วจะถูกนำมานอนบนฟูก จากนั้นชายที่แสดงเป็นสิ่งชั่วร้าย หรือเอลโกลาโช ก็จะกระโดดข้ามฟูกนั้นเพื่อเป็นการชำระล้างสิ่งชั่วร้ายออกไปจากตัวเด็ก
เทศกาลบุฟเฟต์สำหรับลิง
8. เทศกาลแปลกประหลาดที่สุดของโลกไม่ใช่ของมนุษย์เท่านั้น ที่ลพบุรีของไทยเราเองก็จัดเทศกาลบุฟเฟต์สำหรับลิงกว่า 600 ตัวที่อยู่ในเมืองนี้ เทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่พระรามที่ตบรางวัลให้แห่หนุมานด้วยแผ่นดินที่กลายเป็นเมืองลพบุรี บุฟเฟต์หน้าวัดพระปรางสามยอด ประกอบไปด้วยอาหารผักผลไม้สดๆ หลายร้อยกิโลกรัม พร้อมกับไอติมและเครื่องดื่ม งานนี้กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมในท้องถิ่นซึ่งเต็มใจอย่างยิ่งเพราะกิจกรรมนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเยือนเป็นประจำทุกปี
เทศกาลหน่อไม้ฝรั่ง
9. เทศกาลหน่อไม้ฝรั่งในเมืองเอมไพร์ ในมลรัฐมิชิแกน งานนี้อุทิศแด่หน่อไม้ฝรั่งโดยเฉพาะ มิชิแกนเป็นผู้ผลิตหน่อไม้ฝรั่งมากที่สุดในสหรัฐ แต่เพราะมิชิแกนรู้จักในด้านศิลปะมากกว่าการเกษตรจึงจัดงานนี้ขึ้น ซึ่งรวมถึงกิจกรรมแปลกในทุกเดือนพฤษาภาคม มีขบวนพาเหรดแต่งตัวเป็นหน่อไม้ฝรั่ง การประกวดแต่งบทกวีหน่อไม้ฝรั่ง มีงานเลี้ยงอาหารนานาชนิดจากพืชชนิดนี้และตบท้ายด้วยเบียร์ที่ทำมาจากหน่อไม้ฝรั่งด้วย
เทศกาลอาบโคลน
10. ในเกาหลีใต้ช่วงเดือนกรกฎาคมจะมีเทศกาลบอร์ยอง อันเป็นเทศกาลอาบโคลนที่มีชื่อเสียงสำหรับคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดินโคลนจากทุ่งนาไม่หางจากชายหาดไม่ดีนักสำหรับการเกษตรกรรม แต่กลับอุดมด้วยแร่ธาตุซึ่งกลายเป็นแหล่งทำเงินให้กับผู้ผลิตเครื่องสำอาง แต่ละปี ดินโคลนจะถูกขุดขึ้นมาและขนไปยังชายหาดให้นักท่องเที่ยวกลิ้งเกลือก และอาบเล่นอย่างสนุกสนานในกองโคลนอันบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นโอกาสดี เพราะปกติแล้วจะมีการจำกัดการใช้โคลนเพื่ออุตสาหกรรมความงามมาก

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

น้ำพุเทรวี่ (Trevi fountain)

เป็นน้ำพุที่สวยงามและมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ชื่อ “เทรวี่” นั้นมาจากคำว่า“ตรีวิอุม” หมายถึงพบกันของถนนสามสาย เป็นอนุสรณ์สไตล์บารอค ออกแบบและก่อสร้างโดย นิโคลา ซาลวี่ ซึ่งองค์สมเด็จสันตะปาปา ครีเมนต์ที่ 12ได้มอบหมายให้สร้างขึ้นในปี 1732 การก่อสร้างดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งภายหลังการสิ้นพระชนม์สมเด็จสันตะปาปาที่ เออร์บัน ที่ 8ได้หยุดชะงักลง และดำเนินการสร้างต่อมาจนแล้วเสร็จในปี 1762 รวม ใช้เวลาทั้งสิ้น 30ปี ทางระบายน้ำ เวอร์โก้ บริเวณลานด้านหน้านั้นก่อสร้างมากว่า 2000ปี ครั้งสมัยโรมโบราณซึ่งปกครองโดยจักรพรรดิออกัสตัส ซึ่ง ตรงเวลา 19 ปี ก่อนคริสตศักราช รูปปั้นแกะสลักที่เลิศหรูอลังการที่อวดโฉมให้ผู้ไปเยือนได้ยลนั้นได้แนวคิดจากความยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าเนปจูน “เทพแห่งท้องทะเล”ว่ากันว่า หากใครที่ได้โยนเหรียญลงไปในน้ำ เขาหรือเธอผู้นั้นจะได้กลับมาเยือนอีกในสักวัน
ทัวร์อิตาลี น้ำพุเทรวี่ อิตาลี เที่ยวอิตาลี ทัวร์ยุโรป เที่ยวยุโรป ยุโรป

ทัวร์อิตาลี น้ำพุเทรวี่ สถานที่ท่องเที่ยวอิตาลี ที่เที่ยวประเทศอิตาลี

คำศัพท์เกี่ยวกับอาหารภาษาฝรั่งเศส





Le petit déjeuner
เลอ เปอตีต์ เดฌัวเณ่
อาหารเช้า

Le déjeuner
เลอ เดฌัวเณ่
อาหารกลางวัน

Le dîner
เลอ ดีเณ่
อาหารเย็น

Le goûte
เลอ กูเต้
อาหารว่าง

Le hors d’œuvre, L’entrée
เลอ ออค เดิฟค์, ล็องเท่(ค)
อาหารเรียกน้ำย่อย

La soupe
ลา ซูป
ซุป

Le plat principal
เลอ ปลาต แพร็งซิปาล
อาหารหลัก

La salade
ลา ซาลาด(เดอะ)
สลัด

La cuisine
ลา คุยซีน
ห้องครัว

La selle à manger
ลา แซล ลา ม็องเฌ่
ห้องรับประทานอาหาร

La bière
ลา บีแย็รค
เบียร์

Une bouteille
อึน บูแตล
ขวดหนึ่งใบ

Le café
เลอ กาเฟ่
กาแฟ

Une carafe
อึน กาคาฟ
เหยือกสำหรับใส่น้ำหรือไวน์

La carte des vins
ลา กาคเตอะ เด แฟ็ง
รายการไวน์

Le jus
เลอ ฌู
น้ำผลไม้

Le verre
เลอ แฟวค
แก้ว

Les cuisses de grenouille
เล ควุซ เดอ เกรอคนุย
ขากบ

Le foie
เลอ ฟัว
ตับ

Le Pâté
เลอ ปาเต้
มูสที่ทำจากตับ

Le steak tartare
เลอ สเต็ก ตาค์ตารค์
สเต็กปรุงรส

Le tête de veau
เลอ เต๊ท เดอ ฟโว
หัวลูกวัว

À point
อา ป็วง
กึ่งสุกกึ่งดิบ

Bien cuit
เบียง กุย
สุกแบบสมบูรณ์, สุกพอดี

Bleu, saignant
เบลอ, เซนย็อง
ดิบ

Le bifteck
เลอ บีฟเต็ก
สเต็ก

À la broche
อะ ลา บค็อช
ทำให้สุกโดยใช้ไม้เสียบหมุนแล้วย่าง

Carbonisée
กาบองนิเซ่
ย่างกรอบ

Une Saucisse
อึน โซซีส
ไส้กรอก

Le porc
เลอ ป็อค
เนื้อหมู

La viande
ลา วิยองด์
เนื้อ

Une tranche
อึน ทค็องช์
ชิ้นสไลด์

Le poulet rôti
เลอ ปูเล ฮโคติ
ไก่อบ

La volaille
ลา โวลาย
เนื้อขาว

Aïoli
ไอโยลิ
กระเทียมซอสมายองเนส

Le coq au vin
เลอ ค็อก อู แว็ง
ไก่อบซอสไวน์แดง

La crêpe
ลา แคร็ป
เครป

Les huitres
เล อวิท(เทคอะ)
หอยนางรม

Le beurre
เลอ เบอค
เนย

Les oeufs
เลเอิฟ
ไข่




อ้างอิง: http://www.duorecommend.com

หอเอนเมืองปิซ่า (Tower of Pisa)

หอเอนที่ท้าทายกฎของฟิสิกส์ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคกลาง

หอเอนเมืองปิซา (Tower of Pisa)

ประวัติของหอเอนเมืองปิซ่า

หอเอนเมืองปิซา (Tower of Pisa) ตั้งอยู่ที่เมืองปิซา ในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo) หอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นหอทรงกระบอก 8 ชั้น สร้างด้วยหินอ่อนสีขาว สูง 183.3 ฟุต (55.86 เมตร) มีบันได 293 ขั้น เอียง 3.97 องศา ยอดของหอห่างจากแนวตั้งฉาก 3.9 เมตร ค.ศ.1987 หอเอนเมืองปิซาถูกประกาศให้เป็นมรดกโลก โดยเป็นส่วนหนึ่งของ Piazza Dei Miracoli หอเอนเมืองปิซายังเป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางอีกด้วย ปัจจุบันนี้ หอเอนเมืองปิซ่า ลาดเอียงลงมาประมาณ 13 องศาแล้ว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าหอเอนมีโอกาสพังถล่มลงมาแน่นอน โดยทุก ๆ 20 ปี หอคอยแห่งนี้จะเอนลง 1 นิ้ว และมีคนทำนายว่า หอคอยแห่งนี้จะพังถล่มลงมาในปี 2200 หากยังไม่มีใครหาทางป้องกันได้ เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1173 สร้างเสร็จเมื่อปี 1350 ใช้เวลาสร้างประมาณ 175 ปี แต่การก่อสร้างหยุดชะงักเมื่อสร้างไปได้ถึงชั้น 3 เนื่องจากพื้นใต้ดินเป็นพื้นดินที่นิ่ม ทำให้ยุบตัว ต่อมาในปี ค.ศ.1272 โดย Giovanni di Simone สร้างให้เอนกลับไปอีกด้านหนึ่งเพื่อให้สมดุล แต่การก่อสร้างในครั้งนี้ ก็ต้องหยุดชะงักลงอีกครั้งเนื่องจากเกิดสงคราม ต่อมาก็มีการสร้างหอต่อขึ้นอีกและสร้างเสร็จ 7 ชั้น ในปี ค.ศ.1319 แต่หอระฆังถูกสร้างเสร็จในปี ค.ศ.1372 โดยใช้เวลาสร้างทั้งหมด 177 ปี

หอเอนเมืองปิซา (Tower of Pisa)

ความเอนของหอปิซ่า คือมนต์เสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยว คนรักศิลปะและนักวิชาการ ต้องไปสัมผัสความมหัศจรรย์นี้ และต่างมีคำถามว่าหอนี้ จะสามารถอยู่ได้ไปตลอดกาล หรือจะพังลงมาเมื่อไหร่และยังมีนักดาราศาสตร์ชื่อดังของโลก ที่ชื่อ กาลิเลโอ ๆ เคยทำการทดลองน้ำหนักของวัตถุ และกฏแห่งแรงดึงดูดของโลกเป็นผลสำเร็จ ณ. ที่หอเอนแห่งเมืองปิซ่า
อ้างอิง : http://www.thaigotravel.com/travel.php?t_id=15

วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

รางวัลปาล์มทองคำ


เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จัดเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ ค.ศ. 1946 ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส นับได้ว่าเป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่เก่าแก่ มีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่ง ผู้กำกับภาพยนตร์จากทั่วโลกต่างส่งผลงานของตัวเองมาเปิดตัวในงานนี้ทุกปี คณะกรรมการตัดสินการประกวดนั้นคัดเลือกจากศิลปินนานาชาติระดับ “ปรมาจารย์” ซึ่งล้วนเป็นผู้ได้รับการยอมรับในวงการศิลปะภาพยนตร์ทั้งสิ้น [1] เรียกได้ว่าการจะผ่านด่านการแข่งขันจนได้รับรางวัลจากเทศกาลนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และรางวัลสูงสุดของเทศกาลแห่งนี้ชื่อ รางวัลปาล์มทองคำ
รางวัลปาล์มทองคำ (Palme d’Or) เป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ โดยมีการใช้ชื่อนี้เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1955 (ปีก่อนหน้านั้นใช้ชื่ออื่น) หลายคนอาจไม่ทราบว่ามีผู้กำกับจากประเทศไทยเคยได้รับรางวัลแห่งเกียรติยศนี้แล้ว 1 ท่าน นั่นคือคุณ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล จากภาพยนตร์เรื่อง ลุงบุญมีระลึกชาติ (Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives) ในปี ค.ศ. 2010 [2]
หากนับตั้งแต่ปี 1955 ซึ่งเป็นปีแรกที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เริ่มใช้ชื่อ “ปาล์มทองคำ” กับรางวัลสูงสุดนั้น จะพบว่าจำนวนผู้กำกับภาพยนตร์ได้รับรางวัลนี้มาจากประเทศต่างๆดังนี้ [3]
สหรัฐอเมริกา 16 คน
อิตาลี 9 คน
ฝรั่งเศส 7 คน
สหราชอาณาจักร 5 คน
ญี่ปุ่น 3 คน
เดนมาร์ก 3 คน
กรีซ 2 คน
เบลเยียม 2 คน
โปแลนด์ 2 คน
ยูโกสลาเวีย 2 คน
เยอรมนีตะวันตก 2 คน
จีน 1 คน
ตุรกี 1 คน
นิวซีแลนด์ 1 คน
บราซิล 1 คน
เม็กซิโก 1 คน
โรมาเนีย 1 คน
สหภาพโซเวียต 1 คน
ออสเตรีย 1 คน
อิหร่าน 1 คน
แอลจีเรีย 1 คน
ไอร์แลนด์ 1 คน
ไทย 1 คน
เป็นที่น่าสังเกตว่ามีเพียง ญี่ปุ่น จีน อิหร่าน และ ไทย เท่านั้นที่เป็นประเทศจากเอเชียที่เคยได้รับรางวัลเกียรติยศแห่งโลกภาพยนตร์ชิ้นนี้
ศิลปะคือหนึ่งในดัชนีชี้วัด “ความเจริญ” ของสังคมมนุษย์นับแต่โบราณกาล อารยธรรมมนุษย์ที่เจริญกว่าจะมีความก้าวหน้าทางศิลปะที่มากกว่าอารยธรรมอื่น แม้จะมีเหตุปัจจัยมากมายที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของศิลปะ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าเสรีภาพในการสร้างสรรค์สิ่งที่แตกต่าง และทักษะการเรียนรู้ที่จะผสมผสานความงามในแบบต่างๆเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ คือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในโลกยุคนี้
การที่ไทยซึ่งเป็นประเทศเล็กๆในเอเชีย – เมื่อเทียบกับจีน ญี่ปุ่น หรือ อิหร่าน – สามารถมีภาพยนตร์ซึ่งถ่ายทำในประเทศไทย ด้วยภาษาไทย โดยผู้กำกับไทย ได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดระดับโลกนั้นจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่น่าเสียดายที่เราไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่ามีคนไทยกี่คนที่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์แห่งเกียรติยศระดับโลกเรื่องนี้
อ้างอิง : http://whereisthailand.info/