วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

สำนวนภาษาฝรั่งเศส



s’en moquer comme de l’an quarante
ตลกเหมือนปีสี่สิบ (ไม่เชื่อสิ่งที่คนบอก ในปี ค.ศ. 1792 ซึ่งเป็นปีแรกของการปกครองระบอบสาธารณรัฐฝรั่งเศส พวกนิยมกษัตริย์ไม่เชื่อว่าการปกครองระบอบนี้จะอยู่ได้ถึง 40 ปี)

tenir la queue de la poêle
ถือหูกระทะ (รับผิดชอบในสิ่งที่จะทำ)

tenir le loup par les oreilles
จูงหมาป่าด้วยหูของมัน (อยู่ในบานะที่กระอักกระอวลและอันตราย)

mettre du foin dans ses bottes
ใส่ฟางในรองเท้าบู๊ต (รวยขึ้น)

Cela coûte les yeux de la tête
มีค่าเหมือนดวงตา (แพงมาก)

mettre tous ses œufs dans le même panier
ใส่ไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว
parler le français comme une vache espagnole
พูดฝรั่งเศสเหมือนแม่วัวสเปน (พูดเหน่อ)

Qui vivra, verra
ใครมีชีวิตอยู่ก็จะเห็น

recevoir quelqu’un à la fortune du pot
ต้อนรับใครเท่ากับอาหารที่มีอยู่ (เลี้ยงตามมีตามเกิด มีอะไรก็เอามาเลี้ยง)

savoir une chose sur le bout du doigt
ต้อนรับใครเหมือนสุนัขในการเล่นชนิดหนึ่ง (ต้อนรับไม่ดี)

savoir une chose sur le bout du doigt
รู้อะไรบนปลายนิ้ว (รู้อย่างดี)

jeter des pierres dans le jardin de quelqu’un
ขว้างก้อนหินไปยังสวนของใครคนใดคนหนึ่ง (วิจารณ์ทางอ้อม)

larmes de crocodile
น้ำตาของจระเข้ (น้ำตาของคนที่ชอบบ่น ร้องทุกข์เพื่อจะหลอกลวงคนอื่น ในสมัยก่อนเชื่อว่าจระเข้ซ่อนอยู่ในหนองน้ำเลียนเสียงมนุษย์พอเห็นคนเดินมาเพื่อจะดึงดูดใจให้คนที่เข้าใกล้ได้ยิน)

mettre les petits plats dans les grands
ใส่อาหารเล็กน้อยลงไปในจานใบใหญ่ (ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ)

mettre quelqu’un au pied du mur
ให้ใครอยู่ที่เชิงกำแพง (บังคับให้ลงมือ)

acheter chat en poche, ou en sac
ซื้อแมวที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋าถือ

A la guerre comme à la guerre
ในสงครามก็ต้องทำตัวเหมือนอยู่ในสงคราม (ต้องรู้จักอดทนเมื่อมีความจำเป็น)

avoir le coeur à la bouche
มีหัวใจอยู่ที่ปาก (ทำให้น้ำลายไหล อยากรับประทาน)

être comme le poisson dans l’eau
เหมือนปลาในน้ำ (รู้สึกสบาย ไม่อึดอัด)

être un coq en pâte
เหมือนห่อไก่ในแป้ง (มีความสะดวกสบายทุกอย่างในชีวิต)

faire des châteaux en Espagne
สร้างปราสาทในสเปน (ทำสิ่งที่ยากเกินความสามารถ สร้างวิมานในอากาศ)

être dans petits souliers
อยู่ในรองเท้าที่เล็กกว่าเท้า (อยู่ในสถานการณ์หนักใจ)

faire l’école buissonnière
หนีโรงเรียน

être comme un chien du jardinier
เหมือนสุนัขของคนสวน (หมาหวงก้างเหมือนสุนัขเฝ้าสวนที่กินกระหล่ำปลีไม่ได้ แต่ก็ไม่ให้คนอื่นกิน)

ne pas aller par quatre chemins
ไม่พูดอ้อมค้อม

อ้างอิง : http://amonz-u.blogspot.com/

ว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ ชื่อสามัญ Aloe, Aloe Vera, Aloin, Barbados, Jafferabad, Star Cactus

ว่านหางจระเข้ ชื่อวิทยาศาสตร์ Aloe vera (L.) Burm.f. จัดอยู่ในวงศ์ XANTHORRHOEACEAE และอยู่ในวงศ์ย่อยASPHODELOIDEAE
สมุนไพรว่านหางจระเข้ มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ), หางตะเข้ (ภาคกลาง) เป็นต้น
ต้นว่านหางจระเข้ มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและบริเวณตอนใต้ของทวีปแอฟริกา โดยจัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกมีอายุหลายปี มีความสูงประมาณ 0.5-1 เมตร ลำต้นเป็นข้อปล้องสั้น มีใบเป็นใบเดี่ยว ใบหนาและยาว อวบน้ำ แผ่นใบมีสีเขียว มีจุดยาวสีขาวอ่อน ออกเรียงเวียนรอบต้น โคนใบใหญ่ ปลายใบแหลม ขอบใบหยัก มีหนามแหลมเล็ก ๆสีขาวอยู่ห่างกัน ข้างในใบเป็นวุ้นสีเขียวอ่อน ส่วนดอกว่านหางจระเข้ ออกดอกเป็นช่อกระจะที่ปลายยอด ดอกมีสีแดมอมสีเหลือง ก้านช่อดอกยาว โคมเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 6 แฉก เรียงเป็น 2 ชั้น เป็นรูปแตร ส่วนผลว่านหางจระเข้ เป็นผลแห้งคล้ายรูปกระสวย
ต้นว่านหางจระเข้
คำว่า “อะโล” (Aloe) มาจากภาษากรีกโบราณ ที่หมายถึงว่านหางจระเข้ ซึ่งเป็นคำที่แผลงมาจากคำว่า “Allal” ในภาษายิวที่มีความหมายว่าฝาดหรือขม เพราะเมื่อคนได้ยืนคำนี้ก็จะนึกถึงว่านหางจระเข้นั่นเอง ว่านหางจระเข้ปกติแล้วเป็นพืชที่ขึ้นในเขตร้อนและภายหลังได้แพร่ขยายพันธุ์ไปสู่เอเชียและยุโรป จนทุกวันนี้ว่านหางจระเข้ก็เป็นที่นิยมของทั่วโลกไปแล้ว โดยว่านหางจระเข้จะมีมากมายกว่า 300 สายพันธุ์ ซึ่งมีตั้งแต่ขนาดเล็กกว่า 10 เซนติเมตรไปจนถึงสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ ลักษณะพิเศษของว่านหางจระเข้ก็คือ มีใบแหลมคล้ายเข็ม มีเนื้อหาและในเนื้อมีน้ำเมือกเหนียว
ดอกว่านหางจระเข้
เมื่อพูดถึง สมุนไพรว่านหางจระเข้ เรามักจะนึกถึงสรรพคุณในการรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลสด ช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน ใช้ทาเพื่อป้องรอยแผลเป็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งสารที่สามารถใช้รักษาแผลดังกล่าวได้เป็นสาร Glycoprotein ที่มีชื่อว่า Aloctin A เป็น Anti-inflammatory ที่พบได้ในทุก ๆ ส่วนของว่านหางจระเข้ ซึ่งนอกจากสรรพคุณดังกล่าวแล้วยังมีประโยชน์ของว่านหางจระเข้อื่น ๆอีกมากมาย ไปดูกันเลย…
รูปว่านหางจระเข้วุ้นว่านหางจระเข้

สรรพคุณของว่านหางจระเข้

  1. ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ด้วยการรับประทานเนื้อวุ้น หรือจะทำเป็นน้ำปั่นว่านหางจระเข้มาดื่มก็ได้ ก็จะช่วยบรรเทาอาการและป้องกันโรคเบาหวานได้
  2. ว่านหางจระเข้ สรรพคุณช่วยแก้อาการปวดศีรษะ ด้วยการตัดใบสดของว่านหางจระเข้ แล้วทาปูนแดงด้านหนึ่ง แล้วเอาด้านที่ทาปูนปิดตรงขมับ จะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะได้ (ใบ)
  3. วุ้นว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยป้องกันและลดการเกิดแผลในกระเพาะขณะท้องว่าง ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารต่าง ๆ
  4. เนื้อว่านหางจระเข้สรรพคุณ ว่านหางจระเข้ช่วยแก้กระเพาะลำไส้อักเสบ ด้วยการใช้ใบนำมาปอกเปลือกเอาแต่วุ้น นำมารับประทานวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ (เนื้อวุ้น)
  5. ใช้เป็นถ่าย ยาระบาย ที่เปลือกของว่านหางจระเข้จะมีน้ำยางสีเหลือง ในน้ำยางจะสารแอนทราควิโนน (Anthraquinone) ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบาย หากนำน้ำยางไปเคี่ยวให้น้ำระเหยออกแล้วทิ้งไว้ให้เย็น ก็ตะได้สารสีน้ำตาลเกือบดำ หรือเรียกว่า “ยาดำ” ซึ่งยาดำนี้เองใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนโบราณที่ต้องการให้มีฤทธิ์เป็นยาระบายอยู่หลายตำรับ (ยางในใบ)
  6. ช่วยรักษาอาการท้องผูก ด้วยการกรีดเอายางจากว่านหางจระเข้มาเคี่ยวให้งวด ทิ้งไว้ให้เย็นจะได้ก้อนยาสีดำ (ยาดำ) แล้วตักมาใช้ประมาณช้อนชา เติมน้ำเดือด 1 ถ้วย แล้วคนจนละลาย โดยผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 2 ช้อนชาก่อนนอน แต่ถ้าเป็นเด็กให้รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชาก่อนนอน
  7. ช่วยรักษาริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้เนื้อวุ้นจากใบเหลาให้เป็นปลายแหลมเล็กน้อย และนำไปแช่ตู้เย็นหรือน้ำแข็งจนเนื้อแข็ง แล้วนำไปใช้เหน็บในช่องทวารหนัก ควรหมั่นทำเป็นประจำวันละ 1-2 ครั้ง จนกว่าจะหาย (เนื้อวุ่น)
  8. ช่วยแก้หนองใน (ราก,เหง้า)
  9. ช่วยแก้มุตกิดหรือระดูขาวของสตรี (ราก,เหง้า)
  10. ทั้งต้นของว่านหางจระเข้ มีรสเย็น ใช้ดองกับสุรานำมาดื่มช่วยขับน้ำคาวปลาได้ (ทั้งต้น)
  11. ช่วยบรรเทาและแก้อาการปวดตามข้อ ด้วยการรับประทานเนื้อวุ้นครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้งเป็นประจำจะช่วยทำให้อาการปวดดีขึ้น (วุ้นจากใบ)
  12. ใบว่านหางจระเข้มีรสเย็น นำมาตำผสมกับสุราใช้พอกรักษาฝีได้ (ใบ)
  13. ช่วยรักษาแผลสด แผลจากของมีคม แผลที่ริมฝีปาก แก้ฝี แก้ตะมอย ด้วยการใช้วุ้นจากใบนำมาแปะบริเวณแผลให้มิดชิดและใช้ผ้าปิดไว้ แล้วหยอดน้ำเมือกลงตรงแผลให้ชุ่มอยู่เสมอหรือจะเตรียมเป็นขี้ผึ้งก็ได้ (วุ้นจากใบ)
  14. ช่วยรักษาแผลถลอก และจากการถูกครูด (แผลพวกนี้จะเจ็บปวดมาก) ให้ใช้วุ้นว่านหางจระเข้นำมาทาแผลเบา ๆ ในวันแรกต้องทาบ่อย ๆ จะช่วยในการสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วยิ่งขึ้น และทำให้ไม่เจ็บแผลมาก (วุ้นจากใบ)
  15. ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ช่วยดับพิษร้อนบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนจากแผล ด้วยการใช้วุ้นจากใบสดที่ล้างน้ำสะอาด แล้วฝานบาง ๆ นำมาทาหรือแปะไว้บริเวณแผลตลอดเวลา จะช่วยทำให้แผลหายเร็วมากขึ้นและอาจไม่เกิดรอยแผลเป็นด้วย (วุ้นจากใบ)
  16. ช่วยขจัดรอยแผลเป็น ทำให้แผลเป็นจางลง ป้องกันการเกิดรอยแผลเป็น (วุ้นจากใบ)
  17. ช่วยรักษาตาปลาและฮ่องกงฟุต ด้วยการใช้วุ้นจากใบที่ล้างสะอาดแล้ว นำมาปิดไว้บริเวณที่เป็นและหมั่นเปลี่ยนบ่อย ๆ จนกว่าจะดีขึ้น (วุ้นจากใบ)
  18. วุ้นจากใบใช้ทาเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด ด้วยการใช้วุ้นจากใบทาก่อนออกแดด หรือจะใช้ใบสดก็ได้ แต่ใบสดอาจทำให้ผิวหนังแห้ง เพราะใบมีฤทธิ์ฝาดสมาน ถ้าต้องการลดการทำให้ผิวแห้ง ก็อาจจะใช้ร่วมกับน้ำมันพืชหรืออาจเตรียมเป็นโลชั่นก็ได้ (วุ้นจากใบ)
  19. ช่วยรักษาอาการผิวหนังไม้จากแสงแดด หรือไหม้เกรียมจากการฉายรังสี หรือแผลเรื้อรังจากการฉายรังสี โดยนำวุ้นของว่ายหางจระเข้มาทาผิวบ่อย ๆ ก็จะช่วยลดการอักเสบได้ แต่ถ้าไปนาน ๆระวังผิวแห้ง ควรผสมกับน้ำมันพืช เว้นแต่ว่าจะทำให้ผิวเปียกชุ่มอยู่ตลอดเวลา (วุ้นจากใบ)
  20. วุ้นจากใบใช้ทาเพื่อรักษาฝ้า (วุ้นจากใบ)
  21. ช่วยรักษาโรคเรื้อนกวาง (โรคสะเก็ดเงิน) ช่วยลดการตกสะเก็ดและลดอาการคันของโรคเรื้อนกวาง ทำให้แผลดูดีขึ้น (วุ้นจากใบ)                                                                                                                         ประโยชน์ของว่านหางจระเข้
  1. น้ําว่านหางจระเข้ สามารถช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยชะลอความแก่ชรา และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้อีกด้วย
  2. ว่านหางจระเข้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ รวมไปถึงกรดอะมิโน อีกหลายชนิดที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุทองแดง ธาตุแมงกานีส ธาตุซีลีเนียม ธาตุโครเมียม วิตามินเอ วิตามินซี วิตามิอี วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินบี6 วิตามินบี9 โคลีน และยังเป็นพืชเพียงไม่กี่ชนิดที่มีวิตามินบี12 ด้วย
  3. น้ําว่านหางจระเข้ช่วยในการย่อยอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ ช่วยในการดีท็อกซ์ล้างสารพิษในร่างกาย ช่วยในการทำงานของระบบกระเพาะอาหาร และช่วยลดปริมาณของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้
  4. จากวารการแพทย์อังกฤษตีพิมพ์ในปี 2000 (British Medical Journal) ระบุว่าสารสกัดจากว่านหางจระเข้ สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยควบคุมความดันโลหิตและเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และอาจจะมีความเป็นไปได้ว่ามันสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้อีกด้วย
  5. ช่วยป้องกันแก้อาการเมารถเมาเรือ ด้วยการรับประทานเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้หรือน้ําว่านหางจระเข้เย็น ๆ ก็จะช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้
  6. การใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทาเป็นประจำวันละ 2-4 8รั้ง จะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง
  7. ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยทำให้ผิวพรรณเนียนนุ่ม ดูชุ่มชื้น แก้ปัญหาผิวแห้งกร้านตามหัวเข่า, ข้อศอก หรือส้นเท้าได้ เพียงแค่ใช้วุ้นจากใบว่านหางจระเข้แช่ในอ่างอาบน้ำ ในระหว่างอาบให้ใช้เนื้อวุ้นถูตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ต้องการ หากทำเป็นประจำก็จะช่วยทำให้ผิวพรรณของคุณเนียนนุ่มชื่นชื้นและเต่งตึงได้
  8. ช่วยเติมน้ำให้ผิว ทำให้ผิวหน้าและผิวกายชุ่มชื้น และป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย เพียงแค่ใช้วุ้นจากใบว่านหางจระเข้นำมาพอกให้ทั่วบริเวณใบหน้าหรือบริเวณผิวที่ต้องการ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้นสดใสและดูเต่งตึงขึ้น
  9. ว่านหางจระเข้รักษาสิว ยับยั้งการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุของสิว ช่วยลดรอยดำจากสิว และช่วยลดความมันบนใบหน้า เพราะในใบว่างหางจระเข้จะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ (ไม่แนะให้ใช้กับสิวอักเสบ เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย)
  10. ช่วยรักษาจุดด่างดำตามผิวหนัง อันเนื่องมาจากแสงแดดหรือจากอายุที่มากขึ้น ด้วยการใช้วุ้นจากใบสดนำทาที่ผิววันละ 2 ครั้งหลังอาบน้ำ และต้องทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอจึงจะเห็นผล
  11. ช่วยป้องกันการเกิดฝ้า หากใช้ว่านหางจระเข้เป็นประจำก็จะช่วยป้องกันการเกิดฝ้าได้เป็นอย่างดี (ไม่ใช่การรักษาแต่เป็นการป้องกัน)
  12. วุ้นจากใบสดใช้ชโลมบนเส้นผม จะช่วยทำให้เส้นผมสลวย ผมดกเป็นเงางาม ช่วยป้องกันและขจัดรังแค ช่วยบำรุงต่อมที่รากผมให้มีสุขภาพดี และยังช่วยรักษาแผลบนหนังศีรษะได้อีกด้วย
  13. ในฟิลิปปินส์ ใช้วุ้นจากว่านหางจระเข้ร่วมกับเนื้อในของเมล็ดสะบ้า ในการรักษาผมร่วง หรือหนังศีรษะล้าน
  14. ปัจจุบันได้มีการทดลองใช้วุ้นจากใบเพื่อรักษาคนไข้ที่เป็นแผลกดทับ (Bedsore)
  15. ประโยชน์ ว่านหางจระเข้ช่วยลบท้องลาบหลังคลอด ด้วยการใช้วุ้นของว่านหางจระเข้มาทาบริเวณท้องเป็นประจำทั้งในขณะตั้งครรภ์และหลังคลอด
  16. ช่วยแก้เส้นเลือดดำขอดบริเวณขา ด้วยการใช้วุ้นว่านหางจระเข้มาทาบริเวณที่เป็นเส้นเลือดขอดเป็นประจำ
  17. สาร Aloctin A พบว่ามันสามารถช่วยรักษาโรคต่าง ๆได้หลายโรค เช่น โรคมะเร็ง ช่วยแก้อาการแพ้ รักษาโรคผิวหนัง เป็นต้น
  18. ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ หลายรูปแบบ ที่ผลิตมาจากว่านหางจระเข้ เช่น เครื่องสำอาง โลชั่น สบู่ แชมพู ครีมบำรุงผิว ครีมทาใต้ตา ครีมรักฝ้ากระจุดด่างดำ ครีมทาแผลสดแผลพุพอง เจลว่านหางจระเข้ เจลทรีทเม้นท์บำรุงผิวหน้า ฯลฯ
  19. นอกจากนี้ว่านหางจระเข้ยังสามารถนำมาทำเป็นอาหารจำพวกของหวานได้อีกด้วย เช่น น้ำวุ้นลอยแก้ว วุ้นแช่อิ่ม นำมาปาปั่นทำเป็นน้ำว่านหางจระเข้ เป็นต้น

สูตรว่านหางจระเข้พอกหน้า

  • สูตรบำรุงผิวหน้า กระชับรูขุมขน เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ว่านหางจระเข้พอกหน้าด้วยการใช้ วุ้นว่านหางจระเข้บด 1 ช้อยโต๊ะ / น้ำแตงกวา 1-2 ช้อนโต๊ะ / ดินสอพอง 1.5 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมจนเข้ากันแล้วใช้พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก
  • สูตรลดสิว รักษารอยดำจากสิว ด้วยการใช้ วุ้นว่านหางจระเข้บด 1 ช้อนโต๊ะ / ไข่ขาว 2 ช้อนโต๊ะ / ดินสอพอง 1.5 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมจนเข้ากันใช้ทาบริเวณใบหน้าทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก
  • สูตรลดความมัน แก้ปัญหาจุดด่างดำ ด้วยการใช้ วุ้นว่านหางจระเข้บด 1 ช้อนโต๊ะ / น้ำมะนาว 1 ช้อนชา / น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา / ดินสอพอง 2 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมให้เข้ากันแล้วนำมาพอกบริเวณใบหน้าทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก
  • สูตรผิวหน้ากระจ่างใส ด้วยการใช้ วุ้นว่านหางจระเข้ 1 ช้อนโต๊ะ / นมสด 1.5 ช้อนโต๊ะ / ดินสอพอง 1 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมจนเข้ากันแล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก
  • สูตรเพิ่มความกระจ่างใส ลดความมัน ด้วยการใช้ วุ้นว่านหางจระเข้ 1 ช้อนโต๊ะ / นมสด 1.5 ช้อนโต๊ะ / ขมิ้นผง 2 ช้อนชา นำมาผสมจนเข้ากันแล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก

คำแนะนำในการใช้ว่านหางจระเข้

  • การเลือกใช้ใบจากต้นว่านหางจระเข้ควรเลือกต้นที่มีอายุมากกว่า 1 ขึ้นไป และให้เลือกใบล่างสุดเพราะจะอวบโตและมีวุ้นมากกว่าใบที่อยู่ด้านบน
  • เนื่องจากวุ้นของว่านหางจระเข้ไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรปอกโดยใช้เทคนิคปลอดเชื้อ Aseptic technique เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • การนำวุ้นมาใช้เพื่อรักษาแผลจำเป็นต้องล้างน้ำให้สะอาด เพื่อป้องกันน้ำยางจากเปลือกที่มีสารแอนทราควิโนน (Anthraquinone) เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้
  • ว่านหางจระเข้จะมีคุณภาพสูงสุดเมื่อตัดมาแล้วใช้ทันที และจะมีสรรพคุณทางยาที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
  • วุ้นของว่านหางจระเข้จะไม่คงตัวเท่าไหร่นัก ดังนั้นถ้าปอกแล้วจะเก็บไว้ได้เพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้น
  • หากนำว่านหางจระเข้ไปแช่ในตู้เย็นจนเย็นก่อนการนำมาใช้ จะช่วยทำให้รู้สึกสดชื่นเย็นสบายมากยิ่งขึ้น
  • การใช้ภายเพื่อใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ไม่ควรใช้กับหญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงที่กำลังจะมีประจำเดือน รวมไปถึงผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวารได้
  • การใช้วุ้นจากใบเพื่อใช้เป็นยาทาภายนอก สำหรับบางรายแล้วอาจจะเกิดอาการแพ้ได้ (จากงานวิจัยพบว่าไม่ถึง 1%) โดยลักษณะของอาการแพ้หลังจากหรือปิดวุ้นลงบนผิวหนัง จะทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดงบาง ๆ หรืออาจมีอาการเจ็บแสบด้วย โดยอาการจะแสดงหลังจากทาไปแล้วประมาณ 2-3 นาที ถ้าคุณมีอาการแพ้หลังการใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ก็ให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาด และเลิกใช้ทันที
ใบว่านหางจระเข้

มาทำความรู้จักกับชีสกันดีกว่า

เดิมคนไทยอาจไม่รู้จักคุ้นเคยกับชีสกันเท่าไร ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะประเทศในแถบบ้านเราอุดมสมบูรณ์ในน้ำมีปลาในนามีข้าว
แต่อย่างประเทศที่หนาวเหน็บเช่นแถบยุโรปชีสกลับกลายเป็นสิ่งที่แทบจะขาดไม่ได้ในทุกครัวเรือนที่พึ่งพาการทำฟาร์มเลี้ยงปศุสัตว์เป็นหลัก สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคนการมีวัวนมตัวหนึ่งนั้นเป็นสมบัติที่สูงค่าเพราะนอกจากจะรีดนมมาทานได้ทุกๆ วัน ยังสามารถแปรรูปนมเป็นชีส ซึ่งเก็บถนอมรักษาไว้ได้นานพอที่จะทานไปได้อีกหลายเดือน จึงเรียกว่าความจำเป็นที่จะต้องสรรหาอาหารที่เก็บรักษาได้ยาวนานในช่วงฤดูหนาวที่ทำการเพาะปลูกไม่ได้นี่เองที่ทำให้เกิดการทำชีสขึ้นอย่างแพร่หลาย
c9
จากวัฒนธรรมการกินชีสนี่เองที่ทำให้ทางยุโรปคิดค้นชีสขึ้นมาหลากหลายรูปแบบ อากาศต่าง หญ้าต่าง พันธุ์ของวัวต่าง รสชาติของนมที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นก็ต่าง คล้ายๆ กับไวน์จะดีได้ก็มาจากดินและภูมิอากาศที่ดีในการปลูกองุ่น
แถมแต่ละหมู่บ้านแต่ละเมืองก็มีสูตรเฉพาะของตนเอง แคว้นในทำชีสได้อร่อยนานวันเข้าชื่อเสียงก็ขจรขจาย จึงไม่แปลกที่ชีสหลายๆ ชนิดจะมีชื่อเรียกตามหมู่บ้าน เช่น ชีส “Camembert” ที่ได้ชื่อมาจากหมู่บ้านใหญ่ในแคว้น Normandy  แหล่งกำเนิดของชีสชนิดนี้
11
Camembert

สำหรับคนไทย ในช่วงหลังๆ เราทำความรู้จักกับอาหารสไตล์ตะวันตกมากขึ้น ชีสก็เข้ามามีบทบาทในอาหารการกินของเราเพิ่มขึ้นตามลำดับ หลายคนจากที่เคยไม่ชอบชีสก็หันมาสนใจชิมสนใจค้นคว้าทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวของชีสมากขึ้น
วันนี้เราเลยจะมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีสให้ฟังคร่าวๆ ค่ะ อ่านจบคุณน่าจะพูดคุยเรื่องชีสกับใครๆ ได้ราวกับเป็นกูรูเลยทีเดียว

4

ชีสมีกี่ประเภท
ชีสบางประเภทได้หลายแบบ ง่ายที่สุดคือแบ่งตามชนิดของนม ว่าเป็นนมวัว นมแกะ หรือนมแพะ (cowsheep or goat’s milk) นมแต่ละชนิด มีรสและกลิ่นที่แตกต่างกัน อย่างนมแพะกลิ่นจะค่อนข้างแรง พอทำชีสก็จะได้ชีสรสและกลิ่นเข้มข้นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
หรือแบ่งว่ามีเชื้อรามากหรือน้อยก็จะเป็น soft ripenedwashed rind และ blue
บางคนก็แบ่งตามประเทศไปเลย เช่นชีสของฝรั่งเศส อย่าง BrieComteCamembert ชีสของอิตาลี อย่างParmesan ชีสจากสเปน อย่าง Manchego ชีสของกรีก อย่าง Feta หรือชีส Gouda ของเนเธอร์แลนด์
manchego
เหล่านี้เป็นชีสที่ชื่อดังสุดๆ แม้แต่ beginner ของชีสหรือคนที่ไม่ได้ใส่ใจอาหารการกินถึงขั้นเป็น Foodies ก็รู้จักกันดี
ใครอยากจะดูโปร ทำความรู้จักกับ 6-7 ชื่อเหล่านี้ไว้ให้ดี รับรองแค่นี้ก็คุยกับใครๆ เค้ารู้เรื่องค่ะ
ส่วนแบบที่แอดวานซ์ขึ้นมาหน่อยก็จะแบ่งชีสตามรสสัมผัสและปริมาณน้ำค่ะ หลักๆ จะแบ่งเป็น soft, semi-softsemi-hard และ hard ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ได้มีหลักเกณฑ์ตายตัว
ชีสเด่นๆ ของกลุ่ม soft ก็จะเป็น BrieCamembertFeta
14
Epoisses & Camembert (Soft cow’s milk) and Saint Maure de Touraine (Soft goat’s milk)
semi-soft ก็อย่าง Gouda หรือที่รู้จักกันดีอีกอันจะเป็น Mozzarella ที่ใช้ในการทำพิซซ่า
Gouda
Gouda
semi-hard ก็เช่น Cheddar และ Comte รวมไปถึง Gruyere ชีสชื่อดังของสวิตเซอร์แลนด์ที่มักใช้ในการทำ Fondue
hard (บางทีก็เรียกว่า firm) เช่น Parmesan และ Romano ซึ่งชีสแบบแข็งนี้มักจะใช้การฝน (grate) โรยเป็นผงหรือเส้นบางบนอาหาร
ชีสชนิดต่างๆ เหล่านี้ ก็อาจมีทั้งชนิดที่ทำจาก นมวัว นมแพะ และนมแกะ
อย่าง Romano ก็มี Pecorino Romano (sheep’s milk), Caprino Romano (goat’s milk), and Vacchino Romano (cow’s milk)
c7
บางคนเริ่มงง พูดมาตั้งนานยังไม่เห็นมี Blue cheese เลย อันนี้ก็อย่างที่แอบบอกไว้ตอนต้นล่ะค่ะ ว่าจริงๆ แล้ว Blue เป็นการแยกประเภทโดยใช้ปริมาณราเป็นหลัก เพราะราที่มีมากนี่เองเราถึงเห็นเป็นสีเขียวๆ ฟ้าๆ ในตัวชีสอย่างที่คุ้นเคยกัน
ดังนั้นพอพูดถึง Blue ก็จะมีทั้งที่เป็น soft, semi-soft, semi-hard และ hard ค่ะ
ตัวที่พอคุ้นกันก็น่าจะเป็น Stilton ของอังกฤษ และ Gorgonzola ของอิตาลีที่บอกเลยว่าเอามาใช้กับพาสต้าชนิดต่างๆ เช่น Gnocchi นี่เข้ากันมากๆ
Blue cheese
Blue cheese
นอกจากที่ว่ามานี้ก็ยังมีการผลิตชีสอีกหลายรูปแบบ มีการเพิ่มรสชาติด้วยการผสมสมุนไพรอย่าง rosemary, lavender, oregano หรือ thyme หรือบางชนิดก็เคลือบด้วยขี้เถ้า (ash) อีกด้วย

ชีสทำอย่างไร
พูดถึงชีสมาหลายชนิดก็อาจจะมีคนเริ่มอยากรู้ขึ้นมาบ้างว่า เอ๊ะ แล้วชีสเค้าทำกันยังไงนะ
ชีสเกิดจากการจับตัวเป็นกลุ่มก้อน (coagulation) ของโปรตีนเคซีนในนม บ้างก็ใช้กรดอย่างน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูในการทำให้โปรตีนจับตัว แต่ที่ใช้เยอะจะเป็นการใช้แบคทีเรียที่ทำให้เกิดกรดแลคติกอีกทีหนึ่ง พอชีสจับตัวเป็นก้อนจึงทำการดึงน้ำออก อันนี้ทำได้หลายวิธี บางครั้งก็ใช้จากการกดในแม่พิมพ์ที่มีรูให้น้ำออกได้ เป็นต้น ซึ่งลักษณะการดึงน้ำออกมากหรือน้อยก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้รสชาติและรสสัมผัสของชีสแตกต่างกันไป ชีสบางชนิดจะมีการทำไปล้าง (wash) หรือ ดึง (stretch) ด้วย บางทีก็จะมีการนำไปบ่ม (aging or ripening) และเติมราหรือแบคทีเรีย ซึ่งกรรมวิธีเหล่านี้แหละที่จะทำให้ทั้งกลิ่น รสชาติและรสสัมผัสของชีสแต่ละชนิดแตกต่างกัน
c8
Aged cheese

กินชีสกับอะไรดี
พอพูดถึงชีส บางคนก็เริ่มนึกถึงแครกเกอร์กรอบๆ บางคนก็นึกถึงไวน์ชั้นดี จริงๆ แล้วมีหลายอย่างมากที่ทานคู่กับชีสแล้วจะช่วยทำให้รสชาติของชีสโดดเด่นขึ้น
เริ่มจากเครื่องดื่มก็จะเป็นแชมเปญ ไวน์ขาว ไวน์แดง ซึ่งไวน์แดงนั้นกินคู่กับชีสมาตั้งแต่โบราณเพราะชีสที่เก็บนานๆ บางชนิดก็อร่อยน้อยลงจึงใช้ความเข้มของไวน์แดงเข้ากลบ แต่หลังๆ สำหรับชีสดีๆ หลายๆ ตัวก็เริ่มมีการแนะนำให้ทานคู่กับไวน์ขาวมากขึ้น เพื่อให้ได้ลิ้มรสชาติของชีสได้ชัดเจน
c4
สำหรับขนมปังนั้นคนฝรั่งเศสมองว่าการกินชีสกับแครกเกอร์เป็นการกินชีสแบบอเมริกันที่ไม่ศิวิไลซ์เสียเลย ถ้าเป็นชาวยุโรปจะเน้นทานเป็นขนมปังจริงจังแบบที่มีขอบนอกกรอบนิดๆ ด้านในนุ่มพวก baguette ตัวเนื้อขนมปังจะเป็นแป้ง whole-wheat หรือแป้ง rye ก็ยังได้ค่ะ
15
ถั่วก็เหมาะจะทานกับชีสเพราะให้รสสัมผัสกรุบกรอบ ตัดกันดีกับชีสแบบที่ค่อนข้างนิ่ม ที่นิยมก็อย่าง walnut, almond, hazelnut, pecan, cashew (มะม่วงหิมพานต์)
ผลไม้สดที่นิยมก็มักจะเห็นองุ่น ทั้งองุ่นแดงและองุ่นขาว แอปเปิ้ล แพร์ สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่
c5
อีกอย่างคือแยมและผลไม้แห้ง อันนี้เป็น condiment ที่ส่วนตัวชอบที่สุด ที่เห็นบ่อยก็เป็น แอปริคอต มะเดื่อ (fig) แครนเบอร์รี่ สำหรับคนไทยอาจลองเป็นมะม่วงอบแห้งก็หาได้ง่ายและเข้ากับชีสได้ดี
c12

เสิร์ฟชีสอย่างไรให้ได้รสชาติดี
ชีสก็คล้ายไวน์ตรงที่อุณหภูมิในการเสิร์ฟมีผลอย่างมากต่อรสชาติ ที่ดีที่สุดจะเป็นที่อุณหภูมิห้อง (25C) ที่ให้กลิ่นและรสของชีสค่อยๆ develop ดังนั้นถ้าใครเก็บชีสในตู้เย็น แนะนำว่าให้นำออกมาวางไว้ข้างนอกสักครึ่งชั่วโมงก่อนทานค่ะ
c11
อีกเรื่องที่หลายๆ คนอาจละเลยก็คือเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ อย่างมีดที่ใช้ตัดชีสจริงๆ แล้วก็มีแบบเฉพาะ สำหรับชีสแข็งที่มักใช้การ grate ก็มี grater หลายแบบ ควรจะเลือกหามาเก็บไว้คู่ครัว ถ้าจะทานชีสบ่อยๆ ค่ะ การใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้องจะช่วยให้ตัดชีสออกมาได้เป๊ะ ตามที่ควรจะเป็น เนื้อชีสไม่เละไม่เยิน การตัดเสิร์ฟเองก็มีเทคนิคแล้วแต่รูปทรงของชีส เป็นการตัดที่คิดถึงคนกินจริงๆ ว่าให้ทุกคนได้กินชีสส่วนต่างๆ ครบทุกส่วนเท่าเทียมกัน เพราะรสสัมผัสด้านรอบนอกและด้านในๆ ของก้อนชีสนั้นไม่เหมือนกัน ด้านในมักจะนุ่มนวลกว่า การตัดที่ให้ได้ทั้งส่วนนอกและในจึงเป็นมารยาทที่เหมาะสม อย่างเช่นถ้าชีสเป็นชิ้นกลมก็จะตัดเหมือนแบ่งเค้กเป็นต้นค่ะ
cut
เห็นไหมคะว่าเรื่องของชีสไม่ได้ยากมากแต่ก็มีเกร็ดน่ารู้น่าสนใจเต็มไปหมด
หวังว่าบทความนี้จะทำให้คุณรู้จักกับชีสมากขึ้น และทำให้การทานชีสเป็นเรื่องง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณเรียนรู้ที่จะรัก…ชีส

10 เมืองช็อกโกแลตชื่อดังก้องโลก

ช็อกโกแลตเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆคน แต่ทว่า การมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศต่างๆและไม่รู้ว่าประเทศเหล่านั้นมีชื่อเสียงด้านช็อกโกแลตแล้ว ก็น่าเสียดายนะครับ  จึงขอนำเสนอ 10 เมืองที่เป็นศูนย์รวมช็อกโกแลตชื่อดังต่างๆมาให้ เพื่อที่จะได้เจาะเข้าไปถูกสถานที่ ไปดูกันเลยครับ

10. Cologne, Germany

เมือง Cologne เป็นที่ตั้งของบริษัท Stollwerck ซึ่งเป็นซับพลายเออร์อันดับสองที่ส่งออกช็อกโกแลตออกไปยังประเทศสหรัฐฯ บริษัทนี้ยังมีพิพิธภันฑ์เป็นของตัวเองด้วย
ร้านแนะนำ
ปกติแล้วช็อกโกแลตของ Stollwerck จะมีวางขายตามร้านค้าทั่วไปโดยจะมาในรูปแบบแบรนด์ต่างๆ เช่น Sarotti, Sprengel, Gubor, Alpia, or Stollwerck หรือสามารถหาตามร้านอื่นๆอีกได้เช่น La Maison du Chocolate, Tortchen Tortchen, Weibler Confectionery, Demnitz Chocolaterie, Mama Chocolate และ Leonidas Chocolates.

9. Tain L’Hermitage, France

เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆใช้เวลาไม่นานจากเมือง Lyon ชื่อผู้ผลิตช็อกโกแลตชื่อดังเมืองนี้คือ Valrhona เมืองนี้ยังมีโรงเรียนชื่อ Valrhona Ecole du Grand Chocolat ซึ่งสอนเกี่ยวกับการทำช็อกโกแลตโดยเฉพาะ อยากไปศึกษาแวะไปได้นะครับ
ร้านแนะนำ
เมืองนี้การแข่งขันไม่ค่อยมากนักเนื่องจากเป็นเมืองเล็กๆ ก็มีแต่ร้านที่เป็นของ Valrhona เท่านั้นแหละ ซึ่งบริษัทนี้ได้กลายเป็นหนึ่งผู้ผลิตช็อกโกแลตชั้นนำของโลกไปแล้ว

8. Hershey, Pennsylvania

เมืองนี้ขึ้นเชื่อว่าเป็นเมืองที่หวานที่สุดของโลก (The Sweetest Place on Earth) มีสองบริษัทใหญ่ๆคือ The Hershey Company กับ H. B. Reese Candy Company นอกจากนั้นแล้วยังได้ทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆเช่น Hershey’s Chocolate World, The Hershey Story Museum และ Chocolate Spa.
ร้านแนะนำ
ร้านที่ดีที่สุดคือ Hershey’s Chocolate World ซึ่งมีกิจกรรมการลองชิมช็อกโกแลต และร้านอื่นๆเช่น Café Zooka และ Cocoa Beanery

7. New York, New York

ช็อกโกแลตในมหานครนิวยอร์กมาจากหลากหลายสถานที่รวมกัน แต่ถ้าจะทัวร์ชิมและอยากรู้ที่มาของช็อกโกแลตทั่วเมืองละก็ New Cuisine Chocolate Tour หรือ Luxury Chocolate Tour สามารถช่วยคุณได้
ร้านแนะนำ
ที่แนะนำก็จะมี Chocolate Bar, MarieBelle, Li-Lac และ Richart Design et Chocolat แต่ว่าที่สุดของที่สุดต้องยกให้ Jacques Torres Chocolate เลยครับ

6. Villajoyosa, Spain

เมืองนี้ได้ถูกขนานนามว่า เมืองแห่งช็อกโกแลต (Chocolate City) และเป็นที่ตั้งของผู้ผลิตช็อกโกแลตที่เก่าแก่ที่สุดของสเปนชื่อ Valor เมืองนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่บอกถึงวิธีการผลิตแบบพื้นบ้านด้วย
ร้านแนะนำ
Valor คือที่ที่ดีที่สุดถ้าจะซื้อช็อกโกแลต แต่ก็มีร้านอื่นๆด้วยนะครับ เช่น Chocolates Perez, Mokafe, Chocolates Clavileno, Siroco และ Jose Vinache Soriano.

5. San Francisco, California

เมืองนี้เป็นที่ตั้งของบริษัทผลิตช็อกโกแลตที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของสหรัฐฯ คุณยังสามารถทัวร์ชิมช็อกโกแลตในซานฟรานซิสโกได้เหมือนกับนิวยอร์กด้วยนะครับ
ร้านแนะนำ
นอกจากย่าน Ghirardelli Square แล้ว คุณยังสามารถไปที่ร้านต่างๆ เช่น Michael Recchiuti, XOX Truffle, Richart San Francisco, Cocoa Bella, TCHO, Coco-Luxe และ Christopher Elbow Artisinal Chocolates.

4. Oaxaca, Mexico

ชาวเมโสอเมริกันเป็นชนกลุ่มแรกที่บริโภคช็อกโกแลต ปัจจุบันนี้ชาวเมือง Oaxaca มีช็อกโกแลตเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไปแล้ว แม้แต่นักท่องเที่ยวที่มาเมืองนี้ ก็ต้องมีติดไม้ติดมือให้โดยชาวเมือง วิธีการทำช็อกโกแลตที่นี่ดูเป็นวิธีเก่าแก่หน่อย
ร้านแนะนำ
Moyordomo, Guelaguetza และ La Soledad และซึ่งตั้งอยู่บนถนน 20 de Noviembre

3. Barcelona, Spain

ชาวสเปนถือว่าเป็นชนกลุ่มแรกที่ได้ลิ้มลองช็อกโกแลตหลังจากที่ได้นำมาจากโลกใหม่ เมืองนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางของการบริโภคช็อกโกแลตไปแล้ว และยังมีพิพิธภัณฑ์ไว้เฉลิมฉลองด้วยชื่อ Museo de La Xocolata
ร้านแนะนำ
ปัจจุบันสเปนได้กลายเป็นประเทศที่ผลิตช็อกโกแลตที่คุณภาพดี มีบริษัทใหญ่ Antoni Amatller และ Simon Coll หาซื้อได้ที่ตามร้าน เช่น Chocolates Amatller และ Chocolate a la Taza นอกจากนั้นยังมีร้าน Dulcinea, Fargas และ Pasteleria Escriba

2. Zurich, Switzerland

Zurich ถือเป็นเมืองศูนย์กลางการผลิตช็อกโกแลตโดยมีบริษัทหลายหลาย เช่น Cailler-Nestle, Toblerone, Lindt, Treuscher และ Sprungli ในเมืองยังมีทัวร์บริการชื่อว่า “The Swiss Chocolate Train” ซึ่งจะนำคนชอบช็อกโกแลตเดินทางจาก Montreux ไปยัง Broc ที่ตั้งของโรงงาน Cailler-Nestle
ร้านแนะนำ
Treuscher, Lindt และ Spungli นอกจากนั้นยังมีช็อปบูทิค เช่น Zurich include Truffe, Schrober และ Merku

1. Brussels, Belgium

เบลเยียมเป็นสวรรค์ของคนรักช็อกโกแลตเลยทีเดียว ซึ่งมีผู้ผลิตกว่า 12 บริษัท พิพิธพัณฑ์ 16 แห่ง และ ช็อปกว่า 2,100 แห่ง มีบริษัทยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ Godiva และ Leonidas ถ้ามีโอกาสมาเบลเยียม อย่าลืมมาเยี่ยม Musee du Cocao et du Chocolate เพราะเค้าจะสอนวิธีทำช็อกโกแลต

อ้างอิง:http://women.sanook.com/